วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562

3.4 พันธะโลหะ


พันธะโลหะ (Metallic Bond) 
 คือ แรงดึงดูดระหว่างไออนบวกซึ่งเรียงชิดกันกับอิเล็กตรอนที่อยู่โดยรอบหรือเป็นแรงยึดเหนี่ยวที่เกิดจากอะตอมในก้อนโลหะใช้เวเลนส์อิเล็กตรอนทั้งหมดร่วมกัน อิเล็กตรอนอิสระเกิดขึ้นได้ เพราะโลหะมีวาเลนส์อิเล็กตรอนน้อยและมีพลังงานไอออไนเซชันต่ำ จึงทำให้เกิดกลุ่มของอิเล็กตรอนและไอออนบวกได้ง่าย
พลังงานไอออไนเซชันของโลหะมีค่าน้อยมาก   แสดงว่าอิเล็กตรอนในระดับนอกสุดของโลหะถูกยึดเหนี่ยวไว้ไม่แน่นหนา   อะตอมเหล่านี้จึงเสียอิเล็กตรอนกลายเป็นไอออนบวกได้ง่าย   เมื่ออะตอมของโลหะมารวมกันเป็นกลุ่ม  ทุกอะตอมจะนำเวเลนซ์อิเล็กตรอนมาใช้ร่วมกัน   โดยอะตอมของโลหะจะอยู่ในสภาพของไอออนบวก   ส่วนเวเลนซ์อิเล็กตรอนทั้งหมดจะอยู่เป็นอิสระ   ไม่ได้เป็นของอะตอมใดอะตอมหนึ่งโดยเฉพาะ   แต่สามารถเคลื่อนที่ไปได้ทั่วทั้งก้อนโลหะ   และเนื่องจากอิเล็กตรอนเคลื่อนที่เร็วมาก   จึงมีสภาพคล้ายกับมีกลุ่มหมอกอิเล็กตรอนปกคลุมก้อนโลหะนี้นอยู่   เรียกว่า ทะเลอิเล็กตรอน โดยมีไอออนบวกฝังอยู่ในกลุ่มหมอกอิเล็กตรอนซึ่งเป็นลบ   จึงเกิดแรงดึงดูดที่แน่นหนาทั่วไปทุกตำแหน่งภายในก้อนโลหะนั้น ดังภาพ



สมบัติของโลหะ
  • เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี เพราะมีอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไปได้ง่ายทั่วทั้งก้อนของโลหะ   แต่โลหะนำไฟฟ้าได้น้อยลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น   เนื่องจากไอออนบวกมีการสั่นสะเทือนด้วยความถี่และช่วงกว้างที่สูงขึ้นทำให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไม่สะดวก
  • โลหะนำความร้อนได้ดี  เพราะมีอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ได้   โดยอิเล็กตรอนซึ่งอยู่ตรงตำแหน่งที่มีอุณหภูมิสูง  จะมีพลังงานจลน์สูง และอิเล็กตรอนที่มีพลังงานจลน์สูงจะเคลื่อนที่ไปยังส่วนอื่นของโลหะจึงสามารถถ่ายเทความร้อนให้แก่ส่วนอื่น ๆ ของแท่งโลหะที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าได้ 
  • โลหะตีแผ่เป็นแผ่นหรือดึงออกเป็นเส้นได้   เพราะไอออนบวกแต่ละไอออนอยู่ในสภาพเหมือนกันๆ กัน   และได้รับแรงดึงดูดจากประจุลบเท่ากันทั้งแท่งโลหะ ไอออนบวกจึงเลื่อนไถลผ่านกันได้โดยไม่หลุดจากกัน   เพราะมีกลุ่มของอิเล็กตรอนทำหน้าที่คอยยึดไอออนบวกเหล่านี้ไว้
  • โลหะมีผิวเป็นมันวาว   เพราะกลุ่มของอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ได้โดยอิสระจะรับและกระจายแสงออกมา   จึงทำให้โลหะสามารถสะท้อนแสงซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้
โลหะมีจุดหลอมเหลวสูง  เพราะพันธะในโลหะ   เป็นพันธะที่เกิดจากแรงยึดเหนี่ยวระหว่างวาเลนซ์อิเล็กตรอนอิสระทั้งหมดในด้อนโลหะกับไอออนบวกจึงเป็นพันธะที่แข็งแรงมาก

3.3 พันธะโคเวเลนต์


พันธะโควาเลนต์ (Covalent bond) หมายถึง พันธะในสารประกอบที่เกิดขึ้นระหว่างอะตอม 2 อะตอมที่มีค่าอิเล็กโตรเนกาติวิตีใกล้เคียงกันหรือเท่ากัน แต่ละอะตอมต่างมีความสามารถที่จะดึงอิเล็กตรอนไว้กับตัว อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะจึงไม่ได้อยู่ ณ อะตอมใดอะตอมหนึ่งแล้วเกิดเป็นประจุเหมือนพันธะไอออนิก หากแต่เหมือนการใช้อิเล็กตรอนร่วมกันระหว่างอะตอมคู่ร่วมพันธะนั้นๆและมีจำนวนอิเล็กตรอนอยู่รอบๆ แต่ละอะตอมเป็นไปตามกฎออกเตต ดังภาพ

เป็นพันธะที่เกิดจากการใช้อิเล็กตรอนข้างนอกร่วมกันระหว่างอะตอมของธาตุหนึ่งกับอีกธาตุหนึ่งแบ่งเป็น 3 ชนิดด้วยกัน
1. พันธะเดี่ยว (Single covalent bond )เกิดจากการใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 อิเล็กตรอน เช่น F2 Cl2 CH4 เป็นต้น



2. พันธะคู่ ( Doublecovalent bond ) เกิดจากการใช้อิเล็กตรอนร่วมกันของธาตุทั้งสองเป็นคู่ หรือ อิเล็กตรอน เช่น O2 CO2 C2H4 เป็นต้น




3. พันธะสาม ( Triple covalent bond ) เกิดจากการใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน อิเล็กตรอน ของธาตุทั้งสอง เช่น N2 C2H2 เป็นต้น




การอ่านชื่อสารประกอบโควาเลนซ์


  • สารประกอบของธาตุคู่ ให้อ่านชื่อธาตุที่อยู่ข้างหน้าก่อน แล้วตามด้วยชื่อธาตุที่อยู่หลัง โดยเปลี่ยนเสียงพยางค์ท้ายเป็น “ ไอด์” (ide)
  • ให้ระบุจำนวนอะตอมของแต่ละธาตุด้วยเลขจำนวนในภาษากรีก ดังตาราง
  • ถ้าสารประกอบนั้นอะตอมของธาตุแรกมีเพียงอะตอมเดียว ไม่ต้องระบุจำนวนอะตอมของธาตุนั้น แต่ถ้าเป็นอะตอมของธาตุหลังให้อ่าน “ มอนอ” เสมอ

  


  
การพิจารณารูปร่างโมเลกุลโควาเลนต์  
โมเลกุลโควาเลนต์ในสามมิตินั้น สามารถพิจารณาได้จากการผลักกันของอิเล็กตรอนที่มีอยู่รอบๆ อะตอมกลางเป็นสำคัญ โดยอาศัยหลักการที่ว่า อิเล็กตรอนเป็นประจุลบเหมือนๆ กัน ย่อมพยายามที่แยกตัวออกจากกนให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ดังนั้นการพิจารณาหาจำนวนกลุ่มของอิเล็กตรอนที่อยู่รอบๆ นิวเคลียสและอะตอมกลาง จะสามารถบ่งบอกถึงโครงสร้างของโมเลกุลนั้น ๆ ได้ โดยที่กลุ่มต่างๆ มีดังนี้
อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
อิเล็กตรอนคู่รวมพันธะได้แก่ พันธะเดี่ยว พันธะคู่ และพันธะสาม
ทั้งนี้โดยเรียงตามลำดับความสารารถในการผลักอิเลคตรอนกลุ่มอื่นเนื่องจากอิเลคตรอนโดดเดี่ยวและอิเลคตรอนที่สร้างพันธะนั้นต่างกันตรงที่อิเล็กตรอนโดยเดี่ยวนั้นถูกยึดด้วยอะตอมเพียงตัวเดียว ในขณะที่อิเล็กตรอนที่ใช้สร้างพันธะถูกยึดด้วยอะตอม ตัวจึงเป็นผลให้อิเลคตรอนโดดเดี่ยวมีอิสระมากกว่าสามารถครองพื้นที่ในสามมิตได้มากกว่า ส่วนอิเล็กตรอนเดี่ยวและอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว รวมไปถึงอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะแบบต่าง ๆ นั้นมีจำนวนอิเลคตรอนไม่เท่ากันจึงส่งผลในการผลักอิเลคตรอนกลุ่มอื่นๆ ได้มีเท่ากัน โครงสร้างที่เกิดจกการผลักกันของอิเล็กตรอนนั้น สามารถจัดเป็นกลุ่มได้ตามจำนวนของอิเล็กรอนที่มีอยู่ได้ตั้งแต่ กลุ่ม กลุ่ม กลุ่ม ไปเรื่อยๆ เรียกวิธีการจัดตัวแบบนี้ว่า ทฤษฎีการผลักกันของคู่อิเล็กตรอนวงนอก (Valence Shell Electron Pair Repulsion : VSEPR) ดังภาพ
ภาพแสดงรูปร่างโครงสร้างโมเลกุลโควาเลนต์แบบต่างๆ ตามทฤษฎี VSEPR




หมายเหตุ A คือ จำนวนอะตอมกลาง (สีแดง)
คือ จำนวน อิเล็กตรอนคู่รวมพันธะ (สีน้ำเงิน)
คือ จำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว (สีเขียว)

แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล ( Van de waals interaction)
เนื่องจากโมเลกุลโควาเลนต์ปกติจะไม่ต่อเชื่อมกันแบบเป็นร่างแหอย่างพันธะโลหะหรือไอออนิก แต่จะมีขอบเขตที่แน่นอนจึงต้องพิจารณาแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลด้วย ซึ่งจะเป็นส่วนที่ใช้อธิบายสมบัติทางกายภาพของโมเลกุลโควาเลนต์ อันได้แก่ ความหนาแน่น จุดเดือด จุดหลอมเหลว หรือความดันไอได้ โดยแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลนั้นเกิดจากแรงดึงดูดเนื่องจากความแตกต่างของประจุเป็นสำคัญ ได้แก่
1. แรงลอนดอน ( London Force) เป็นแรงที่เกิดจากการดึงดูดทางไฟฟ้าของโมเลกุลที่ไม่มีขั้วซึ่งแรงดึงดูดทางไฟฟ้านั้นเกิดได้จากการเลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอย่างเสียสมดุลทำให้เกิดขั้วเล็กน้อย และขั้วไฟฟ้าเกิดขึ้นชั่วคราวนี้เอง จะเหนี่ยวนำกับโมเลกุลข้างเคียงให้มีแรงยึดเหนี่ยวเกิดขึ้น ดังภาพ




อิเล็กตรอนสม่ำเสมอ........................อิเล็กตรอนมีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา
ดังนั้นยิ่งโมเลกุลมีขนาดใหญ่ก็จุยิ่งมีโอกาสที่อิเลคตรอนเคลื่อนที่ได้เสียสมดุลมากจึงอาจกล่าวได้ว่าแรงลอนดอนแปรผันตรงกับขนาดของโมเลกุล เช่น F2 Cl2 Br2 I2 และ CO2 เป็นต้น
2. แรงดึงดูดระหว่างขั้ว (Dipole-Dipole interaction)เป็นแรงยึดเหนี่ยวที่เกิดระหว่างโมเลกุลที่มีขั้วสองโมเลกุลขึ้นไปเป็นแรงดึงดูดทางไฟฟ้าที่แข็งแรงกว่าแรงลอนดอน เพราะเป็นขั้นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างถาวร โมเลกุลจะเอาด้านที่มีประจุตรงข้ามกันหันเข้าหากัน ตามแรงดึงดูดทางประจุ เช่น H2O HCl H2S และ CO เป็นต้น ดังภาพ
3. พันธะไฮโดรเจน ( hydrogen bond ) เป็นแรงยึดเหนี่ยวที่มีค่าสูงมาก โดยเกิดระหว่างไฮโดรเจนกับธาตุที่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวเหลือ เกิดขึ้นได้ต้องมีปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ไฮโดรเจนที่ขาดอิเล็กตรอนอันเนื่องจากถูกส่วนที่มีค่าอิเล็กโตรเนกาติวิตีสูงในโมเลกุลดึงไป จนกระทั้งไฮโดรเจนมีสภาพเป็นบวกสูงและจะต้องมีธาตุที่มีอิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยวเหลือและมีความหนาแน่นอิเลคตรอนสูงพอให้ไฮโดรเจนที่ขาดอิเลคตรอนนั้น เข้ามาสร้างแรงยึดเหนี่ยวด้วยได้เช่น H2O HF NH3 เป็นต้น ดังภาพ




สภาพขั้วของโมเลกุลน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์


การเกิดพันธะไฮโดรเจนของโมเลกุลน้ำ

3.2 พันธะไอออนิก



พันธะไอออนิก ( Ionic bond ) หมายถึงแรงยึดเหนี่ยวที่เกิดในสารประกอบที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 อะตอมอะตอมที่มีค่าอิเล็กโตรเนกาติวิตีต่างกันมาก อะตอมที่มีค่าอิเลคโตรเนกาติวิตีน้อยจะให้อิเลคตรอนแก่อะตอมที่มีค่าอิเลคโตรเนกาติวิตีมาก และทำให้อิเล็กตรอนที่อยู่รอบๆ อะตอมครบ 8 (octat rule ) กลายเป็นไอออนบวก และไอออนลบตามลำดับ เกิดแรงดึงดูดทางไฟฟ้าระหว่างไอออนบวกและไอออนลบ และเกิดเป็นโมเลกุลขึ้น เช่น การเกิดสารประกอบ NaCl ดังภาพ


จากตัวอย่าง Na ซึ่งมีวาเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 1 ได้ให้อิเล็กตรอนแก่ Cl ที่มีวาเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 7 จึงทำให้ Na และ Cl มีวาเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 8 เกิดเป็นสารประกอบไอออนิก
สมบัติของสารประกอบไอออนิก
1. มีขั้ว เพราะสารประกอบไอออนิกไม่ได้เกิดขึ้นเป็นโมเลกุลเดี่ยว แต่จะเป็นของแข็งซึ่งประกอบด้วยไอออนจำนวนมาก ซึ่งยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงยึดเหนี่ยวทางไฟฟ้า
2. ไม่นำไฟฟ้าเมื่ออยู่ในสภาพของแข็ง แต่จะนำไฟฟ้าได้เมื่อใส่สารประกอบไอออนิกลงในน้ำ ไอออนจะแยกออกจากกัน ทำให้สารละลายนำไฟฟ้าในทำนองเดียวกันสารประกอบที่หลอมเหลวจะนำไฟฟ้าได้ด้วยเนื่องจากเมื่อหลอมเหลวไอออนจะเป็นอิสระจากกัน เกิดการไหลเวียนอิเลคตรอนทำให้อิเลคตรอนเคลื่อนที่จึงเกิดการนำไฟฟ้า
3 . มีจุหลอมเหลวและจุดเดือดสูง      ความร้อนในการทำลายแรงดึงดูดระหว่างไอออนให้กลายเป็นของเหลวต้องใช้พลังงานสูง
4 . สารประกอบไอออนิกทำให้เกิดปฏิกิริยาไอออนิก คือ ปฏิกิริยาระหว่างไอออนกับไอออน ทั้งนี้เพราะสารไอออนิกจะเป็นไอออนอิสระในสารละลาย ปฏิกิริยาจึงเกิดทันที
5 . สมบัติไม่แสดงทิศทางของพันธะไอออนิก สารประกอบไอออนิกเกิดจากไอออนที่มีประจุตรงกันข้ามรอบ ๆ ไอออนแต่ละไอออนจะมีสนามไฟฟ้าซึ่งไม่มีทิศทาง จึงทำให้เกิดสมบัติไม่แสดงทิศทางของพันธะไอออนิก
6. เป็นผลึกแข็ง แต่เปราะและแตกง่าย
การอ่านชื่อสารประกอบไออนิก
  • กรณีเป็นสารประกอบธาตุคู่ ให้อ่านชื่อธาตุที่เป็นประจุบวก แล้วตามด้วยธาตุประจุลบ โดยลงท้ายเสียงพยางค์ท้ายเป็น “ ไอด์” (ide) เช่น

  • กรณีเป็นสารประกอบธาตุมากกว่าสองชนิด ให้อ่านชื่อธาตุที่เป็นประจุบวก แล้วตามด้วยกลุ่มธาตุที่เป็นประจุลบได้เลย เช่น
    • กรณีเป็นสารประกอบธาตุโลหะทรานซิชัน ให้อ่านชื่อธาตุที่เป็นประจุบวกและจำนวนเลขออกซิเดชันหรือค่าประจุของธาตุเสียก่อน โดยวงเล็บเป็นเลขโรมัน แล้วจึงตามด้วยธาตุประจุลบ เช่น
    .

  • 3.1 สัญลักษณ์แบบจุดของลิวอิสและกฎออกเตต


    แบบจำลองลิวอิส

    สัญลักษณ์แบบจุด (electron-dot symbol)
    “สัญลักษณ์ทางเคมีของธาตุ ล้อมรอบด้วยจุดที่แทนเวเลนซ์อิเล็กตรอน”
    ธาตุในหมู่เดียวกัน จะมีสัญลักษณ์แบบจุดคล้ายกัน



    วิธีการเขียนสูตรแบบจุด
    1. เขียนสัญลักษณ์
    2. จำนวนจุดเท่ากับจำนวน valence electron หรือเลขหมู่
    3. เติมทีละจุดลงที่แต่ละด้านของสัญลักษณ์ก่อนจึงค่อยเติมเป็นคู่ จนกระทั่งหมด
    4. รูปแบบการวางจุดไม่สำคัญ
    5. การวางจุดแทนพฤติกรรมในการสร้างพันธะจุดเดี่ยวของ metal แสดงจำนวน e- ที่อะตอมสูญเสียในการเกิดประจุบวกจุดเดี่ยวของ nonmetal แสดงจำนวน e- ที่อะตอมได้รับเมื่อเกิดประจุลบหรือจะจับคู่กับอะตอมอื่นในการเกิดพันธะโคเวเลนต์

    วิธีการเขียนสูตรแบบเส้น
    1 เส้นแทนพันธะเดี่ยว ใช้2จุด
    2 เส้นแทนพันธะคู๋      ใช้4จุด
    3 เส้นแทนพันธะสาม  ใช้6จุด

    กฎออกเตต
    แนวคิดของลิวอิส :อะตอมต่าง ๆ จะเข้ารวมตัวกันโดยจัดอิเล็กตรอนให้มีเสถียรภาพสูงขึ้น และเสถียรภาพสูงสุดจะเกิดขึ้นเมื่ออะตอมมีการจัดอิเล็กตรอนเหมือนแก๊สมีตระกูล
    ทะให้แก๊สทุกตัวสเถียรโดยการทำให้เวเลนต์อิเล็กตรอนเท่ากับธาตุหมู่8

    มนุษย์ถูกโจมตีจาก จุลินทรีย์และสารเคมีจำนวนมาก





    สุขภาพของมนุษย์ได้รับอิทธิพลจาก 2 สิ่งคือสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวอย่างจุลินทรีย์ สารเคมีและอนุภาคต่างๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “ปัจจัยสัมผัส” (exposome) ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพเมื่อไหร่ก็ได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ผุดความคิดในการวัดปัจจัยสัมผัสเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อจะหาหนทางป้องกันได้ทันกาล
    เมื่อเร็วๆนี้ นักวิทยาศาสตร์จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด ในสหรัฐอเมริกา เผยการพัฒนาสร้างอุปกรณ์ตรวจจับอากาศแบบใหม่ เพื่อใช้ค้นคว้าหาข้อมูลทางด้านชีวภาพและทางเคมีที่หมุนวนรอบๆ ร่างกายมนุษย์ โดยใช้เวลา 2 ปีในการเก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมวิจัย 15 คนที่เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆกว่า 50 แห่ง อุปกรณ์เล็กๆ เท่ากล่องไม้ขีดไฟที่แขนนี้ติดตั้งตัวกรองจิ๋วสำหรับดักจับอนุภาคขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จากนั้นก็จะนำกลับไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการทดลองเพื่อระบุชนิดของสิ่งมีชีวิตและสารเคมี โดยบางคนได้รับการตรวจสอบเป็นเวลา 1 เดือน บางครั้งก็ 1 สัปดาห์
    ทีมนักวิทยาศาสตร์เผยว่า การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายของแบคทีเรีย ไวรัส สารเคมี อนุภาคของพืช เชื้อรา และแม้แต่สัตว์ขนาดจิ๋วที่ลอยปนเปื้อนอยู่ในอากาศรอบตัวเรา ข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวมเป็นฐานของมูลโดยจะทำให้ครอบคลุมมากกว่า 40,000 ชนิด เพื่อให้สามารถรับรู้
    ถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การวัดผลด้วยวิธีการนี้ต้องการจำนวนผู้ร่วมทดลองมากและในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายมากขึ้น.

    วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562

    ผวา! ไฟไหม้บ.ขายสารเคมี ควันพิษฟุ้งกระจาย จนท.เร่งควบคุมเพลิง



    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 เวลา 15.00 น. รถดับเพลิงเทศบาลนครลำปางจำนวน 5 คัน เดินทางเข้าไประงับเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ริมถนนสายไฮเวย์ลำปาง-เชียงราย เยื้องกับปั๊มปตท.ขนส่งลำปางมาเล็กน้อย ในเขตเทศบาลนครลำปาง

    หลังจากเกิดเหตุเพลิงลุกไหม้และลุกลามอาคารพาณิชย์ที่มีห้องแถวติดกันหลายคูหา รวมไปถึงร้านจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ที่มีห้องติดกัน ทำให้ร้านต้องปิดประตูและย้ายรถมอเตอร์ไซค์หลบหนี

    ส่วนร้านที่ไฟไหม้เป็นร้านจำหน่ายสารเคมีและขายสารต่างๆ ของอุปกรณ์ทางการเกษตรและปุ๋ยเคมีต่างๆ ซึ่งขณะนี้ไฟกำลังลุกลามเป็นจำนวนมาก มีทั้งกลุ่มควันไฟและสารเคมีอันตราย รวมไปถึงสารพิษต่างๆ ถูกไฟไหม้เสียหาย มีเสียงระเบิดเป็นระยะๆ ในห้องเก็บของ

    หลังจากสอบถามพนักงานในร้านคือนายวสันติบอกว่า ก่อนเกิดเหตุกำลังอยู่บริเวณชั้นล่างใต้อาคาร ขณะกำลังทำงาน อยู่ดีๆ ได้มีถังเคมีที่บรรจุสารคลอรีนเกิดระเบิดขึ้นมาและมีควันไฟลุกลาม

    หลังจากนั้นตนเองและเพื่อนร่วมงานพยายามใช้ถังดับเพลิงเคมีที่อยู่ในพื้นที่เข้าดับ แต่ควบคุมไม่ได้เนื่องจากมีกลุ่มควันไฟ และมีเปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

    จากนั้นไฟลุกลามขึ้นไปบนชั้น 2 ซึ่งอยู่ติดริมฝั่งถนน และควบคุมไม่ได้จึงรีบโทรแจ้งตำรวจให้ประสานงานรถดับเพลิงมาดังกล่าว ซึ่งขณะนี้การดับเพลิงนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบากและกันประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่ เพราะมีควันพิษฟุ้งกระจายจำนวนมาก
    ลิงก์

    สาวอเมริกันฆ่าตัวตาย บ่อยแก๊สไข่เน่าตลบอบอวล อพยพแขกทั้งโรงแรม


    เกิดอุบัติเหตุประหลาดที่โรงแรมดัง ใจกลางนครซานโฮเซ แก๊สไข่เน่าลอยอบอวลทั่วฟลอร์ สั่งอพยพแขกนับร้อยชีวิต สืบพบเป็นเหตุฆ่าตัวตายของลูกค้าสาวคนหนึ่ง ทำคนบาดเจ็บไปอีก 8 ราย

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุแปลกประหลาดขึ้นที่โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งในนครซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเหตุทำให้มีผู้หญิงคนหนึ่งเสียชีวิต และพบผู้ได้รับบาดเจ็บบาดเจ็บอีก 8 คน ขณะเดียวกันได้มีการสั่งอพยพผู้คนออกจากพื้นที่โรงแรมทั้งหมด หลังเผชิญหน้ากับวัตถุอันตรายชนิดหนึ่งที่มาในรูปแบบของกลิ่นเน่าฉุน

    ตามรายงานระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงสายของวันเสาร์ (31 ส.ค.) ตามเวลาในท้องถิ่น แขกภายในโรงแรมชื่อดังได้แจ้งว่าได้กลิ่นประหลาดบางอย่างโชยออกมาทั่วบริเวณ เป็นกลิ่นคล้ายกับสารเคมีบางอย่างในลักษณะเหม็นฉุน รูปแบบเหมือนแก๊สไข่เน่า โดยผู้ที่สูดดมเข้าไปรู้สึกวิงเวียนศีรษะและหายใจติดขัด

    หลังเกิดเหตุดังกล่าว ทางโรงแรมได้สั่งอพยพผู้คนนับร้อยชีวิตออกจากโรงแรมทั้งหมด เพื่อสืบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นหาแหล่งที่มาของกลิ่นสารเคมีที่เกิดขึ้นในโรงแรม กระทั่งพบว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง โดยเธอเป็นแขกที่เช็กอินเข้าพักที่โรงแรม ก่อนจะพบเบาะแสที่เชื่อมโยงได้ว่า ห้องพักของเธอน่าจะเป็นต้นเหตุของกลิ่นประหลาดครั้งนี้ และอาจจะเป็นการจงใจฆ่าตัวตาย








    เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบอีเมล์ส่วนของหญิงสาวที่เสียชีวิต โดยมีข้อความและน้ำหนักที่เชื่อมโยงไปถึงสาเหตุการก่อเหตุฆ่าตัวตาย ด้วยการใช้สารเคมีในรูปแบบสูดดมสารระเหย แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดที่แน่ชัด ขณะที่ตัวแทนของโรงแรมก็ยังไม่ได้แจ้งข้อมูลใดๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น

    ส่วนผู้บาดเจ็บทั้ง 8 คน ส่วนใหญ่เป็นพนักงานของโรงแรม โดยทั้งหมดได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย จากการสูดดมสารระเหยบางชนิดเข้าไป หลายคนรู้สึกดีขึ้นเหมือนได้สูดอากาศบริสุทธิ์จากด้านนอกอาคาร ทั้งนี้เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะเป็นการก่อวินาศกรรมเพื่อหวังผลต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยรวม คาดว่าน่าจะเป็นก่อเหตุฆ่าตัวตายของบุคคลหนึ่งเท่านั้น

    เจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน และเสาะหาว่าสารเคมีหรือสารระเหยที่ลอยโชยออกมานั้นเป็นสารอะไรกันแน่ 

    สารอันตราย

    พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. สนธิกำลังสาธารณสุข จ.เชียงราย เข้าค้นพื้นที่เป้าหมายที่คาดเป็นแหล่งเก็บสาร “ไซบูทรามีน” ...